Linux ไม่ใช่ Windows

From Ubuntuclub

Jump to: navigation, search

บทความนี้คัดลอกและแปลจาก http://linux.oneandoneis2.org/LNW.htm


หากคุณกำลังอ่านหน้านี้อยู่ อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณเป็นผู้ใช้ Linux หน้าใหม่ที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนจาก Windows มาเป็น Linux ซึ่งทำให้เกิดปัญหามากมายสำหรับหลายๆคน ดังนั้นผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาครับ

Contents

[edit] ปัญหาที่ 1: Linux ไม่เหมือน Windows อย่างเป๊ะๆ

น่าแปลกใจนะครับทำไมคนชอบมาคิดแบบนี้ จริงๆคือคนที่ใช้ Linux แนะนำว่ามันเหมือน Windows และ Feature มันก็เจ๋งมากๆ นั่นคือเขามาหารุ่นฟรี, เปิดโค๊ดของ Windows(แต่ ReactOS ก็ไม่เจ๋งเท่า Linux และไวรัสก็ยังมีอยู่)

ลองคิดถึงประเด็นอื่นทำไมคนอยากใช้ Linux ครับ คืออยากให้มันดีกว่า Windows โดยดีกว่าในด้านราคา, ประสิทธิภาพ, ความปลอดภัยซึ่ง Linux มีแล้ว

ดังนั้นก็จะเจอปัญหานี้ครับ

เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งใดๆ จะดีกว่าสิ่งอื่นถ้ามันเหมือนกันเป๊ะๆ ดังนั้นเมื่อคุณจะลอง Linux โดยหวังว่ามันจะดีกว่า คุณกำลังหนีความจริงว่ามันแตกต่าง คนที่ลองใช้ Linux มากมายไม่สนใจข้อนี้และคิดว่าความแตกต่างมันเป็นข้อผิดพลาดของ Linux (ทั้งๆที่หลายๆส่วนผมว่ามันดีกว่า: willwill)

ตัวอย่างง่ายๆ ลองอัปเกรด Driver ดูครับ: ถ้าคุณชอบอัปเดตฮาร์ดแวร์ คุณน่าจะรู้ว่าใน Windows จะอัปเดตโดยเข้าเว็บไซต์ผู้ผลิตและดาวน์โหลดไดร์ฟเวอร์ใหม่ ขณะที่ใน Linux คุณอัปเกรดเคอร์เนล

นี่หมายถึงการอัปเกรด Linux เพียงครั้งเดียว ทำให้คุณได้ไดร์ฟเวอร์ใหม่ล่าสุดทั้งหมดที่ใช้ได้กับเครื่องของคุณ ขณะที่ใน Windows คุณต้องเข้าเว็บไซต์หลายๆเว็บ และดาวน์โหลดอัปเกรดแยกกัน มันเป็นขั้นตอนไม่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าผลลัพท์ออกมาจะต่างกันด้วย อย่างไรก็ตามหลายๆคนไม่ชอบมันเพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็น

หรืออีกตัวอย่างที่ใกล้ตัวหน่อย ลองนึกถึง Firefox: ความสำเร็จที่ใหญ่ที่สุดของวงการ open source ซึ่งทำให้เกิดสงคราม Browser มันมาถึงขนาดนี้ได้เพราะแค่ลอก IE มาหรือ?

ไม่ มันสำเร็จเพราะมันดีกว่า IE และมันดีกว่าเพราะมันแตกต่าง มันมีแท็บ, อ่านข่าวได้ในตัว, ช่องค้น Google ในตัว, การสนับสนุน PNG สมบูรณ์แบบ(ในขณะที่ IE 6 PNG โปร่งใสพื้นหลังจะเป็นสีม่วง), ตัวกันโฆษณา และสิ่งที่ดีๆอีกอย่างหนึ่งคือฟังค์ชั่น "ค้นหา" ที่อยู่ด้านล่างและค้นหาสิ่งที่คุณพิมพ์ลงไป และเปลี่ยนเป็นสีแดงหากไม่พบ ใน IE ไม่มีแท็บ, ไม่มีคุณสมบัติอ่านข่าว, และแท็บค้นหาทำได้โดยใช้ส่วนขยายของผู้พัฒนาคนอื่น และไดอะล็อคที่ต้องคลิก "OK" เพื่อค้นหา และกด "OK" เพื่อเอาคำว่า "ค้นหาไม่พบ" ออกไป(ตอนนี้ IE 7 เหลือแค่เรื่องค้นหาครับ :willwill) ดังนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมันดีกว่า และดีกว่าโดยแตกต่าง ถ้า Firefox ได้ลอก IE มันก็จะไม่ปลอดภัย คนก็จะไม่ใช้ เช่นเดียวกับ Linux เป็น Windows ก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกับ Windows

ดังนั้นคำตอบของปัญหา 1: จำไว้ว่า Linux คล้ายส่วนใดที่เคยใช้มา และตรงไหนที่ต่าง จงปรับความเข้าใจกับมัน

[edit] ปัญหาที่ 2: Linux แตกต่างกับ Windows เกินไป

ปัญหาต่อไปเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้พบว่า Linux แตกต่าง และสิ่งที่แตกต่างต่างบางอย่างไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาชอบ ตัวอย่างที่เจอมากที่สุดคือสิ่งที่มีใหักับผู้ใช้ Linux ในขณะที่ Windows ที่เพิ่งเปิดใช้มีหน้าจอแบบคลาสสิกหรือแบบ XP พร้อมด้วย Wordpad, IE, Outlook Express ติดตั้งอยู่ แต่ Linux มีดิสโตรเป็นร้อยให้เลือก และยังมี Gnome, KDE, Fluxbox, Window Maker, IceWM, Enlightenment, TWM ฯลฯ พร้อมทั้ง vi, emacs, kate, gedit หรือ nano และใช้บราวเซอร์ Konqueror, Opera, Firefox หรือ Mozilla และตัวเลือกอีกมากมาย

ผู้ใช้ Windows ไม่เคยเจอกับตัวเลือกมากขนาดนี้เพราะแค่จะเปิดเครื่องและใช้งาน

Linux แตกต่างกับ Windows ขนาดนั้นหรือเปล่า? จริงๆมันก็แค่ระบบปฎิบัติการณ์ทั้งคู่ มันทำงานเหมือนกันคือเปิดเครื่อง ทำให้คุณใช้โปรแกรม แน่ใจหรือว่ามันมีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่านี้?

ลองดูอย่างนี้สิครับ: ไปหน้าหมู่บ้านและดูรถบนถนน รถทุกคันที่สร้างมาก็มีไว้แค่พาคุณไปอีกที่หนึ่งเท่านั้นเอง สังเกตดูนะครับว่ารถมันต่างกัน แต่ก็มีผลของการใช้งานแบบเดียวกัน

จริงๆแล้ว รถมันแตกต่างกันนิดเดียว มันมีพวงมาลัย, ล้อ, คันเร่ง, เกียร์, เบรคมือ, กระจก, ประตู, ถังน้ำมัน . . . ถ้าคุณขับรถได้ซักคัน คุณจะขับได้ทุกคัน!

เหมือนจะจริงนะครับ แต่สังเกตรึเปล่าครับว่าบางคนไม่ได้ขับรถ แต่เขาขับมอเตอร์ไซค์?

การเปลี่ยนรุ่น Windows เป็นอีกรุ่นเหมือนเปลี่ยนรถเป็นอีกคัน, Windows 95 เป็น Windows 98 ผมพูดจริงๆว่าบอกว่ามันแตกต่างอะไรไม่ได้เลย แต่ Windows 98 เป็น Windows XP ดูใหญ่กว่าแต่ก็ไม่มีอะไรยากนัก

แต่เปลี่ยนจาก Windows เป็น Linux เหมือนเปลี่ยนจากรถเป็นมอเตอร์ไซค์ มันอาจจะเป็น OS/พาหนะเหมือนกัน มันอาจจะใช้ฮาร์ดแวร์/ถนนเดียวกัน มันอาจจะรันโปรแกรม/พาคุณไปอีกที่เหมือนกัน แต่หลักๆแล้วมันทำงานต่างกัน

Windows/รถไม่ปลอดภัยจาก virus/โจรจนกว่าคุณจะติดตั้งตัวป้องกันไวรัส/ล็อคประตู Linux/มอเตอร์ไซค์ไม่มี virus/ประตูดังนั้นคุณจึงปลอดภัยโดยไม่ต้องติดตั้งตัวป้องกันไวรัส/ล็อคประตู

หรือคิดอีกแบบ:

Linux/รถออกแบบมาตั้งแต่ต้นสำหรับผู้ใช้หลายคน/ผู้โดยสารหลายคน Windows/มอเตอร์ไซค์ออกแบบสำหรับผู้ใช้คนเดียว/ผู้โดยสารคนเดียว ผู้ใช้ Windows ทุกคน/คนขับมอเตอร์ไซค์ควบคุมคอมพิวเตอร์/พาหนะของพวกเขาตลอดเวลา ผู้ใช้ Linux/ผู้โดยสารรถ อยู่ในการควบคุมคอมพิวเตอร์/พาหนะของพวกเขาเมื่อล็อคอินเป็นรูท/นั่งในที่คนขับเท่านั้น

มันทำงานต่างกันดังนั้นการใช้งานก็ต่างกัน เช่น รถสามารถขนส่งครอบครับและสมบัติต่างๆไปอีกที่ได้เพราะมีที่นั่งมากและมีที่เก็บของมาก แต่มอเตอร์ไซค์สามารถพาคนหนึ่งคนไปอีกที่ได้ดีกว่า เพราะประหยัดน้ำมันกว่ารถ

แต่ก็มีสิ่งที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนเวลาเปลี่ยนจากรถมาขับมอเตอร์ไซค์ หรือจากมอเตอร์ไซค์ไปรถ เช่น คุณยังต้องเติมน้ำมัน คุณยังต้องขับบนถนนเส้นเดิม คุณต้องทำตามสัญญาณไฟและป้ายหยุด คุณยังต้องส่งสัญญาณก่อนเลี้ยว คุณยังต้องทำตามป้ายจำกัดความเร็วเดียวกัน

แต่ก็มีบางอย่างที่เปลี่ยน เช่น คนขับรถไม่ต้องสวมหมวกกันน๊อค, คนขับมอเตอร์ไซค์ไม่ต้องสวมเข็มขัดนิรภัย, คนขับรถต้องหมุนพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวโค้ง, คนขับมอเตอร์ไซค์ต้องเอี้ยวตัว, คนขับรถเร่งความเร็วโดยเหยียบคันเร่ง, คนขับมอเตอร์ไซค์เร่งความเร็วโดยบิดคันเร่ง

คนขับมอเตอร์ไซค์ที่พยายามเลีี้ยวโค้งจะโดยเอียงตัวจะมีปัญหา และผู้ใช้ Windows ที่พยายามใช้ทักษะและความเคยชินแบบเดิมก็เจอปัญหามากเหมือนกัน ที่จริงแล้วคนเก่ง Windows มักมีปัญหากับ Linux มากกว่าคนที่เคยใช้คอมพิวเตอร์น้อยหรือไม่เคย เพราะเหตุผลนี้จึงมีคำติมาจากผู้ใช้ Windows ที่ชำนาญแล้ว "Linux ยังไม่พร้อมสำหรับการเป็น Desktop OS" เพราะว่าเขาคิดว่าถ้าเขาเปลี่ยนไปใช้ไม่ได้ ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าก็ไม่มีโอกาศ แต่นี่ตรงกันข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นถ้าไม่อยากเจอปัญหานี้: อย่าคิดว่าการเป็นเซียน Windows จะเป็นเซียน Linux, เมื่อคุณเริ่มใช้ Linux คุณเป็นมือใหม่

[edit] ปัญหาที่ 3: วัฒนธรรม

[edit] ปัญหาย่อยที่ 3ก: อารยะธรรม Linux

ผู้ใช้ Windows จ่ายเงินสำหรับซอฟท์แวร์ การรับประกัน การสนับสนุน และอื่นๆ โดยหวังให้ใช้งานง่าย และก็ชินกับการมีสิทธิในโปรแกรมนั้นๆทุกอย่างในการขอรับการสนับสนุน

ผู้ใช้ Linux เป็นเพียงชุมชน พวกเขาไม่ได้ซื้อโปรแกรม พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินเพื่อให้ได้รับการสนับสนุน พวกเขาดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้ฟรีและใช้โปรแกรมจำพวก IM และเว็บบอร์ดในการขอความช่วยเหลือ พวกเขาทำงานกับชุมชน ไม่ใช่องค์กร

ผู้ใช้ Windows จะ ไม่หลงรัก Linux เพราะเขาเอานิสัยที่เคยชินมาใช้กับ Linux

ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้คือการสื่อสารออนไลน์: มือใหม่ Linux ที่ลักษณะตามข้อนี้ถามปัญหาที่เขาเจอ ถ้าเขาไม่ได้รับคำตอบและเขาหมดความอดทน เขาจะเริ่มบ่นและขอความช่วยเหลือมากขึ้นอีก เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาเคยชินกับแบบนี้ ปัญหาคือผู้ที่ตอบคำถามไม่ได้รับเงินใดๆ เขาเป็นอาสาสมัครที่อยากช่วยด้วยหัวใจ ผู้ใช้มือใหม่ไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรจากเขา เช่นเดียวกับการรับบริจาคเงินการกุศลไม่สามารถร้องขอเงินเพิ่มจากผู้บริจาคได้

บรัษิทต่างๆที่ขายซอฟท์แวร์จะไม่ขายมันจนกว่ามันจะเสถียร,ใช้งานได้ และใช้งานง่าย ดังนั้นผู้ใช้ Windows จะเจอโปรแกรมเริ่มจากรุ่น 1.0 แต่กับโปรแกรม Linux มันออกมาตั้งแต่เมื่อมันเขียนเสร็จโดยเริ่มที่รุ่น 0.1 ซึ่งวิธีนี้คนที่อยากใช้งานมันสามารถใช้งานได้ทันที และผู้พัฒนาที่สนใจสามารถช่วยพัฒนาโค๊ดได้

หากผู้ใช้ในกลุ่มนี้มีปัญหากับ Linux เขาจะบอกว่าโปรแกรมมันไร้มาตราฐานและเขาคิดว่าเขามีสิทธิกำหนดมาตราฐานนั้น เขาจะอารมณ์เสียจนกว่าจะได้รับคำตอบเสียดสีประมาณว่า "ถ้าผมเป็นคุณผมจะขอเงินคืน"

ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นคนแบบนี้: จำไว้ว่าคุณไม่ได้เสียเงินให้คนสร้างโปรแกรมหรือคนที่ช่วยตอบคำถามคุณ

[edit] ปัญหาย่อย 3ข: เก่า vs ใหม่

ตอนแรก Linux ก็เป็นงานอดิเรกของคนๆหนึ่ง "โดยผู้ชำนาญ เพื่อผู้ชำนาญ"(willwill -- จริงๆ ใช้คำว่า geek ซึ่ง longdo ให้นิยามถูกใจผมมากครับ geek (กีค) n. นักเล่นปาหี่,บุคคล,เจ้าหมอนี่, บุคคลที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์สูงมาก แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะมักจะเป็นประเภทไม่ชอบให้ความช่วยเหลือใคร) ต่อมาก็มีผู้คนสนใจมากมาย ในตอนนั้นก็เป็นเวลานานกว่าการติดตั้ง Linux จะง่ายดาย ในทุกวันนี้ ผู้ใช้ Linux หลักๆแล้วจะถือว่าตัวเองเป็นผู้ชำนาญครับ

อย่างไรก็ตามก็มีสิ่งดีอยู่: ถ้ามีปัญหาขึ้นมา ยิ่งมีผู้ชำนาญช่วยแก้ก็ยิ่งดีขึ้นแน่ๆครับ

ต่อมา Linux ก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าเทียบกับสมัยก่อน ตอนนี้มี Distro หลายๆตัวที่แทบทุกคุณติดตั้งได้ หรือแม้แต่ดิสโตรที่รันจากแผ่นซีดีและเจอฮาร์ดแวร์หมดโดยไม่ต้องออกแรง(willwill -- ยกเว้นบางตัว :P) ทำให้ Linux ดึงดูดผู้ใช้ที่ไม่ได้แค่ใช้เล่นๆ(hobbyist) ที่แค่สนใจมันเพียงเพราะอัปเกรดได้ราคาถูก(willwill -- ต้นฉบับใช้คำนี้ เพราะว่าอาจจะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์บางตัวครับ) และปราศจากไวรัส

คุณจะเจอกับผู้ใช้มือใหม่ที่พยายามเปลี่ยนมาใช้ Linux หลังจากใช้ OS เสียเงิน ผู้ใช้เหล่านี้เคยใช้ software ลิขสิทธิ์ ผู้ใช้เหล่านี้เคยใช้ software ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้เลยทันที

จะมีปัญหาคือผู้ใช้เหล่านี้ไม่สนใจ OS ทำงานอย่างไร ขอแค่ใช้งานได้ แต่กับผู้ชำนาญคือผู้ที่ต้องการดูภายใน os ของเราได้

ตัวอย่างที่จะพอใกล้ๆกับปัญหานี้คือ Lego ลองจินตนาการตามดูนะครับ: (ใหม่=มือใหม่ เก่า=ผู้ใช้เก่า)

ใหม่: ผมอยากได้รถของเล่น และใครๆก็ลือกันว่ารถ Lego มันดีมาก ผมเลยไปซื้อ Lego มา พอกลับบ้าน ผมกลับเจอกองอิฐและของต่างๆ อ้าว แล้วรถละ??

เก่า: คุณต้องสร้างรถจากของพวกนั้น นี่คือ Lego

ใหม่: หา?? ผมสร้างรถไม่เป็น! ผมไม่ใช่ช่าง แล้วผมจะรู้วิธีทำได้อย่างไร??

เก่า: มันมีใบปลิวในกล่อง มันจะบอกวิธีสร้างรถของเล่น คุณไม่ต้องรู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไร แค่ทำตามนั้นพอ

ใหม่: โอเค เจอแล้ว สงสัยต้องเป็นชั่วโมงแ่ๆ ทำไมเขาไม่ขายมาเป็นรถ แทนที่จะมาให้คนซื้อสร้างเอง??

เก่า: เพราะไม่ใช่ทุกคนอยากได้รถของเล่นด้วย Lego มันจะทำเป็นอะไรก็ได้ที่เราชอบ นี่คือ Lego

ใหม่: แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจทำไมไม่ประกอบรถมาให้เลย คนอยากได้รถก็ใช้ได้เลย และคนอื่นๆก็ถอดออกมาถ้าอยากได้ ไม่เป็นไร ตอนนี้ผมประกอบได้แล้ว แต่บางชิ้นหลุดมาเป็นระยะๆ จะแก้อย่างไร ผมจะทากาวได้รึเปล่า?

เก่า: มันคือ Lego มันออกแบบให้แยกชิ้นส่วน นี่คือประโยชน์ของมัน

ใหม่: แต่ผมไม่ได้อยากให้มันหลุด ผมอยากได้รถของเล่น!

เก่า: แล้วทำไมไปซื้อ Lego มาละ??

น่าจะรู้ๆนะครับว่า Lego ไม่ได้ออกแบบมาให้คนอยากได้รถของเล่น คุณคงไม่เจอใครพูดแบบข้างบนหรอกครับเพราะใครๆก็รู้ว่า Lego คือให้คุณสุขกับการสร้างมันและทำให้มันเป็นอะไรก็ได้ที่คุณชอบ ถ้าคุณไม่อยากสร้างอะไรเลย Lego ไม่ได้เหมาะกับคุณอย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับ Linux: มันเปิดโค๊ด มันมีชุดโปรแกรมที่กำหนดได้ นี่คือ Linux ถ้าคุณไม่อยากแก้อะไรซักหน่อย แล้วทำไมมาใช้มัน?

แต่อย่างไรก็ตามก็มีความพยายามให้ Linux เหมาะกับคนที่ไม่ได้ชอบแก้ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับการขายชุด Lego ประกอบแล้วเพื่อให้มันน่าสนใจกับคนมากกว่า

ผู้ใช้มือใหม่มักบ่นกับสิ่งที่ผู้ใช้ Linux เก่าบอกว่าเป็นสิ่งพื้นฐานและต้องไปอ่านคู่มือเพื่อให้บางอย่างทำงานได้ แต่หากจะบ่นว่ามีดิสโตรมากไป หรือมีโปรแกรมปรับค่าได้มากไป หรือมันไม่ดีหลังติดตั้งแล้วก็เหมือนการบอกว่า Lego มันออกแบบได้หลายแบบมากไปโดยไม่สนใจความเป็นจริงว่ามันสามารถออกเป็นก้อนอิฐและสร้างเป็นสิ่งอื่นได้

ดังนั้น หากไม่อยากเจอปัญหาดังนี้ จำไว้ว่า Linux เป็นอะไรในปัจจุบันและเป็นอะไรในอดีต ส่วนสำคัญที่สุดของชุมชน Linux คือผู้พัฒนา ซึ่งเขาชอบ Linux เพราะมันสามารถปรับเป็นทางใดๆก็ได้ที่เขาชอบ เขาไม่ชอบมาเขียน assembly ก่อนใช้งานมัน

[edit] ปัญหาที่ 4: ออกแบบสำหรับนักออกแบบ

ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนตร์ คุณจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ออกแบบเครื่องยนตร์มักเป็นคนละคนกับผู้ออกแบบภายในตัวรถ ทั้งนี้เพราะว่า 'แต่ละคนก็มีความสามารถเฉพาะตัวที่ต่างกัน' คงไม่มีคนขับรถคันไหนอยากใช้รถที่วิ่งเร็วแต่การตกแต่งภายในตัวรถสุดแย่ หรือถ้าออกแบบดีแต่ทำงานห่วยก็ไม่ไหวเหมือนกัน ฉันใดก็ฉันนั้นในอุตสาหกรรมซอฟแอวร์ ผู้ออกแบบยูสเซอร์อินเตอร์เฟส (UI)มักเป็นคนละคนกับผู้เขียนซอฟแวร์

แต่อย่างไรก็ตามในโลกของลีนุกส์กลับมักไม่เป็นเช่นนั้น คนพัฒนาจะทำอะไรเองหมดดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องหน้าตาให้มันดูดี หรือง่ายดายสำหรับคนใช้ เพราะผู้ใช้ลีนุกส์ก็คงต้องรู้ทุกอย่างดีอยู่แล้วและไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ ตัวอย่างเช่นซอฟแวร์ Vi ซึ่งออกแบบอย่างละเอียดละออให้กับผู้ใช้ที่รู้ดีอยู่แล้วว่ามันใช้งานยังไง

ถึงแม้กระนั้นก็ยังมีข้อแตกต่างต่างที่สำคัญระหว่างโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรมโอเพ่นซอร์ซ(FOSS) และผู้เขียนโปรแกรมเพื่อการค้าทั่วไป โดยโปรแกรมที่ FOSS สร้างขึ้นมาส่วนใหญ่จะเพื่อนำมาใช้เอง ดังนั้นผู้ใช้ที่เริ่มใช้โปรแกรมเหล่านี้อาจยังไม่คุ้นเคยกับตัวโปรแกรม แต่ถ้าผู้ใช้ดังกล่าวรู้ว่าผู้พัฒนาเองก็พัฒนาเพื่อนำมาใช้เองเหมือนกัน ก็จะพยายามทำความคุ้นเคยกับตัวโปรแกรมไปเอง ซึ่งต่างไปจากซอฟแวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อการค้า ผู้เขียนโปรแกรมทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้อื่นที่ไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมใช้

ดังนั้นจะเห็นว่าถึงแม้ว่า vi จะมีอินเตอร์เฟสที่ซับซ้อนพอควรสำหรับผู้ใช้รายใหม่ๆ แต่ก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลายถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเป็นอินเตอร์เฟสที่วิเศษสุด Firefox ก็สร้างขึ้นมาจากคนที่ท่องเว็บบ่อยๆ Gimp ก็สร้างขึ้นมาจากบรรดาผู้ใช้ที่ใช้กิมในการจัดการกับไฟล์กราฟิค และอื่นๆ อีก

จึงเป็นเรื่องปกติที่ลินุกส์ยอดนิยมจะดูน่ากลัวสำหรับผู้ใช้รายใหม่ๆ(willwill:คงไม่ใช่ตอนนี้แล้ว) และ vi ก็คงไม่ใช่ตัวเลือกแรกแน่ๆ สำหรับผู้ใช้รายใหม่ที่ต้องการจะตกแต่งไฟล์นิดหน่อยเท่านั้น และถ้าคุณเป็นผู้ใช้่โปรแกรมที่กำลังเริ่มพัฒนา บ่อยครั้งเลยที่คุณจะเห็นว่ารายการใน "สิ่งที่ต้องทำ" จะมีเกี่ยวกับการจัดการอินเตอร์เฟสให้สวยงามและง่ายต่อการนำมาใช้(willwill: ยกเว้นโปรแกรมที่จงใจรันบน command line คงน่าแปลกใจถ้า bash มี interface แจ่มๆนะครับ) คงไม่มีใครสร้างอินเตอร์เฟสงามๆก่อนแล้วค่อยมาพัฒนาโปรแกรมทีหลัง ส่วนใหญ่แล้วอินเตอร์เฟสจะถูกพัฒนาตามมาทีละน้อย

ดังนั้นถ้าคุณต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาข้อนี้ ก็ให้เลือกใช้ซอฟแวร์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้รายใหม่ๆ หรือก็ต้องยอมรับว่าซอฟทแวร์บางตัวก็อยู่ในช่วงที่กำลังปรับตัวอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นการบ่นว่า vi ใช้ยากไม่เหมาะกับผู้ใช้รายใหม่จะกลายเป็นเหมือนว่าคุณจะบ่นผิดที่ผิดทาง

[edit] ปัญหา 5: ปริศนาของ "เป็นมิตรกับผู้ใช้"

เป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียวในเรื่อง "เป็นมิตรกับผู้ใช้" ในโลกของคอมพิวเตอร์ แนวคิดเบื้องต้นนั้นดีทีเดียว ในเรื่องที่ผู้ออกแบบซอฟแวร์ได้คำนึงถึงผู้ใช้ แต่มักจะถูกมองแยกว่าว่าเป็นแนวคิดหลักเท่านั้นซึ่งในความจริงแล้วไม่ใช่

ถ้าคุณใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตคุณจัดการไฟล์ข้อความ ซอฟแวร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคือเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อที่คุณจะได้สามารถทำงานได้มากที่สุดโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงมาก ควรมีคีย์ลัด(shortcut)ทำให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้เมาส์ แต่ถ้าคุณนานๆ จะแก้ไขไฟล์ข้อความทีและมีในบางครั้งถึงจะเขียนจดหมายสักฉบับ สิ่งสุดท้ายที่คุณอยากจะเห็นคือต้องมานั่งเรียนรู้การใช้ shortcut ของคีย์บอร์ด และจะเป็นการดีกว่าถ้าโปรแกรมมีเมนูที่ดี มีไอคอนที่ชัดเจนในแถบเครื่องมือ

อย่างไรก็ตามเป็นที่เห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าการออกแบบซอฟท์แวร์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้คนแรก อาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้คนถัดไปได้ แล้วอย่างนี้จะเรียกซอฟแวร์นั้นว่า "เป็นมิตรกับผู้ใช้" ได้อย่างไรถ้าผู้ใช้มีความต้องการที่ต่างกัน

คำตอบง่ายๆ ก็คือ "เป็นมิตรกับผู้ใช้" ไม่ควรนำมามาใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทำซอฟแวร์ คำว่า "เป็นมิตรกับผู้ใช้" นั้นหมายความถึง "ซอฟแวร์ที่ผู้ใช้คนนึงที่ไม่เคยใช้มาก่อน สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับที่เหมาะสม"

[edit] ปัญหาย่อย 5ก: เหมือนกันคือเป็นมิตรกันกับผู้ใช้

้โปรแกรมทำรายงานหรือเขียนข้อความใดๆ คำว่า "เป็นมิตรกับผู้ใช้" คือคุณสามารถตัดแปะข้อความได้โดยใช้ Ctrl-X และ Ctrl-V ทุกคนก็ต่างคุ้นเคยกับการใช้ดังกล่าวดี และการที่ผู้ใช้ทุกคนใช้คำสั่งเหล่านี้ด้วยกันดังนั้นก็สามารถจัดได้ว่าเป็น "มิตร"

ดังนั้นเมื่อมีคนใช้ vi และพบว่าการใช้ "d" เพื่อตัดและ "p" เพื่อแปะไม่น่าจะเป็น"มิตร" เพราะไม่มีใครเขาใช้กัน นับว่ามีอิทธิพลต่อความคิดมากเลยทีเดียว

การใช้ Ctrl-X ถ้าไม่ได้ใช้ mouse คุณจะตัดคำจากเอกสารได้ก็ต้องเริ่มจากคัดเลือกข้อความโดย "Ctrl-Shift-Right" แล้วก็ "Ctrl-X" เพื่อตัดคำ

ส่วนการใช้ vi คุณใช้ "dw" ในการลบคำ

แล้วถ้าต้องตัดคำห้าคำด้วยการใช้ "Ctrl-X" คุณจะต้องเริ่มที่เลือกคำโดย

Ctrl-Shift-ขวา

Ctrl-Shift-ขวา

Ctrl-Shift-ขวา

Ctrl-Shift-ขวา

Ctrl-Shift-ขวา

Ctrl-X

ถ้าใช้ vi?

'd5w'

จะเห็นว่าการใช้ vi มีการปรับตัวได้ดีกว่าโดยใช้สามัญสำนึกลองนึกถึง "X" และ "V" นั้นยากต่อการที่จะจำว่ามาจากคำว่า "Cut" และ "Paste" ในขณะที่ "dw" ใช้สำหรับลบคำ(delete a word) และ "p" สำหรับ เอามันกลับมา(put it back) นั้นตรงไปตรงมากว่า แต่เนื่องจากเพราะ "X" และ "V" เป็นอะไรที่เรารู้ๆ กัน ดังนั้นถึงแม้ว่า vi จะตรงกว่าในเรื่องคำศัพท์แต่กลับว่าไม่คุ้นเคยกับมัน และถูกมองว่า "ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้"

เราน่าจะได้อ่านจากปัญหาข้อแรกแล้วว่า Linux นั้นแตกต่างจาก Windows ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า Linux จะมองดูว่า "เป็นมิตรกับผู้ใช้" น้อยกว่า Windows

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาข้อ #5a สิ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือจำให้ได้ว่าคำว่า "เป็นมิตรกับผู้ใช้" ไม่ได้หมายความว่า "สิ่งที่ฉันคุ้นเคยหรือเคยทำ" ให้ลองพยายามทำสิ่งต่างๆตามปกติและถ้าทำไม่ได้ ให้พยายามลองคิดดูว่าถ้าเป็นผู้ใช้หน้าใหม่ๆ เขาจะต้องทำอย่างไร

[edit] ปัญหาย่อย 5ข: ไม่มีประสิทธิภาพเป็นมิตรกับผู้ใช้

นี้ก็เป็นความจริงที่น่าสลดใจ นั่นคือยิ่งคุณเข้าถึงฟังก์ชั่นของโปรแกรมยากเท่าไหร่ ยิ่งมีความเป็นมิตรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้เนื่องจาก "ความเป็นมิตร" ถูกเพิ่มเข้ามาให้กับอินเตอร์เฟสโดยใช้หลัก ยิ่งง่าย ยิ่งมองเห็นได้ ยิ่งเดาได้ยิ่งดี ยิ่งถ้าเป็นผู้ใช้คอมพิวเตอร์หน้าใหม่จริงๆ ถูกจับมานั่งอยู่หน้าคำว่า "WYSIWYG" และต้องใช้อักษรตัวหนา ผู้ใช้นั้นก็จะเดาว่า "Ctrl-B" ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วๆ ไป เขาจะมองดูว่ามีที่ไหนลองทำได้บ้างแล้วในที่สุดก็จะคลิ๊กไปที่ แก้ไข(Edit) และถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็จะเดาต่อไปโดยคลิ๊กที่เมนูต่อๆ ไปเรื่อยๆ เช่น จัดรูปแบบ(format) เมนูใหม่ๆ จะมีตัวเลือกฟอนท์ให้ซึ่งดูเหมือนว่าก็ใช้ได้ดีทีเดียว แล้วในที่สุดเขาก็จะพบตัวเลือกให้ทำตัวหนาได้แล้ว

ครั้งต่อไปเมือคุณพยายามทำอะไรก็ตาม คุณก็จะพยายามทำผ่านเมนู ไม่มีการใช้ปุ่มชอร์ตคัทหรือแถบไอคอน ใช้เมนูตลอดเวลา และก็จะทำงานได้อย่างช้ามากเหมือนเต่าคลาน เนื่องจากแต่ละการทำงานต้องมีการใช้ทั้งปุ่มและคลิ๊กเมาส์

ในการจัดทำซอฟแวร์ที่ "เป็นมิตรกับผู้ใช้" แบบนี้เหมือนกับการติดตั้งล้อปั่นจักรยานสำหรับออกกำลังกาย นั่นคือปล่อยให้คุณขึ้นแล้วก็วิ่งได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีความสามารถหรือประสพการณ์อะไรเป็นพิเศษ ซึ่งนับว่าดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น แต่อย่างไรก็ตาม คงไม่มีผู้ใดคิดทำจักรยานเพียงเพื่อสำหรับออกกำลังกายในห้อง เมื่อคุณได้เริ่มเลียนรู้การทำาน การใช้งานมากขึ้นคุณก็จะเริ่มปั่นจักรยานออกไปสู่ภายนอกได้ โดยตัดฟังก์ชั่นที่ทำให้มันปั่นอยู่กับที่ออกไปเพราะคุณไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว หรือคุณคุ้นเคยและจำได้หมดแล้ว

ในทางเดียวกันซอฟแวร์ลีนุกส์ก็ออกแบบมาไม่ได้ใช้เป็นล้อจักรยานในห้องออกกำลังกาย มันถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ที่มีความชำนาญบ้างแล้ว ไม่มีผู้ใช้คนเดิมคนไหนหรอกที่ยังคงเป็นผู้ใช้ใหม่ตลอดกาล การเรียนรู้เป็นสิ่งยั่งยืนขณะที่การเพิกเฉยนำไปสู่ความไม่รู้ ดังนั้นการออกแบบจึงออกแบบสำหรับบุคคลส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ใช้เริ่มต้นเท่านั้น


ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนเป็นข้อแก้ตัว แล้ว MS Word มีเมนูที่"เป็นมิตรกับผู้ใช้"มีปุ่มแถบข้อมูลและชอร์ทคัท ซึ่งทั้งหมดกว่าจะออกมาได้อย่างนี้ ก็มาจากการเขียนโปรแกรมกันยาวเหยียด ต่างจากโปรแกรมบนลินุกซ์ตรงที่ ผู้พัฒนาโปรแกรม MS Word นั้นได้รับค่าจ้างจากเวลาที่เขาเสียไปในการเขียนโปรแกรม แต่กระนั้นโปรแกรมเหล่านี้ไม่สามารถจับกลุ่มผู้ใช้ที่มีสมรรถภาพจริงๆ มีผู้ใช้ระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่ใช้ MS word ถ้าไม่ได้พิมพ์งานคุณเคยเจอคนเขียนโปรแกรมคนไหนใช้ MS Word เขียนโปรแกรมบ้างไหม เมื่อเทียบกันกับมีผู้ใช้กี่คนที่ใช้ emacs & vi

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ อย่างแรกเลยเนื่องจาก "ความเป็นมิตร" นั้นทำให้นิสัยเสียก่อให้ประสิทธิภาพของการใช้ลดลง ยกตัวอย่างของการทำ "Cut&Copy" ดังกล่าวมาแล้ว และฟังก์ชั่นใน "Word" ส่วนใหญ่ก็สร้างอยู่ในเมนู ไอคอนที่แสดงสำหรับคลิ๊กมีเพียงไอคอนง่ายๆ ถ้าผู้ใช้จริงๆ ที่ต้องการใช้ฟังก์ชั่นที่ยากต้องไปขุดไอคอนออกมาใช้ทำให้ใช้เวลานานเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตามให้ตระหนักไว้ว่า "กงล้อของจักรยานออกกำลังกาย" มักจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ซอฟแวร์ลีนุกส์ก็สามารถเลือกใช้ได้ มันอาจจะไม่เห็นเด่นชัดแต่มักจะมีให้เลือกใช้ได้

สำหรับ mplayer ที่คุณใช้ในการเล่นวีดีโอไฟล์โดยการพิมพ์ชื่อไฟล์ mplayer ในจอภาพ คุณกดเลื่อนไปข้างหน้าหรือเล่นย้อนกลับใช้ปุ่มลูกศร และปุ่ม PageUp และ PageDown เหล่านี้ก็ไม่ถือว่าเป็นมิตรกับผู้ใช้มากจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตามแทนที่คุณพิมพ์ gmplayer แทนคุณจะได้ frontend ที่เป็นกราฟิคและมีปุ่มที่คุณคุ้นเคยอยู่ด้วยเช่นกัน

การคัดลอง CD ไปยัง MP3 (หรือ Ogg) โดยการใช้ คอมแมนไลน์คุณจะต้องใช้ cdparanoia ในการ rip ไฟล์ลงแผ่น เมือคุณต้องการ encoder... ก็เป็นเรื่องยากเย็นถึงแม้ว่าคุณจะรู้ดีว่าจะใช้แพคเกตยังไง ดังนั้นการดาวน์โหลดและติดตั้ง Grip จะช่วยให้การใช้ frontend ที่เป็นกราฟฟิคง่ายและใช้ cdparanoia และ encoders อยู่เบื้องหลังได้เพื่อให้การ rip CDs ทำได้ง่ายขึ้น แล้วยังสนับสนุน CDDB เพื่อตั้งชื่อไฟล์โดยอัตโนมัติให้คุณ

เช่นเดียวกับการทำ ripping DVDs การเลือก options ต่างๆ ส่งไปยัง transcode นับว่าเป็นฝันร้ายเลยทีเดียว แต่ถ้าใช้ dvd::rip ในการคุยกับ transcode จะทำให้คุณทำสิ่งต่างๆ เหล่านนี้ได้ง่ายขึ้น และกระบวนการ GUI ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้

ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาในข้อ #5b ให้จำไว้ว่า "กงล้อของจักรยานออกกำลังกาย" ก็เป็นตัวเลือกพิเศษอันหนึ่งที่คุณสามารถเลือกทำเพิ่มได้ใน Linux มากกว่าที่จะให้มากับผลิตภัณฑ์โดยอัตโนมัติ และในบางครั้งการออกแบบก็ไม่ได้คำนึงถึง "กงล้อของจักรยานออกกำลังกาย" เลย

[edit] ปัญหาที่ 6: Imitation vs. คอนเวอร์เจนซ์

An argument people often make when they find that Linux isn't the Windows clone they wanted is to insist that this is what Linux has been (or should have been) attempting to be since it was created, and that people who don't recognise this and help to make Linux more Windows-like are in the wrong. They draw on many arguments for this:

Linux has gone from Command-Line- to Graphics-based interfaces, a clear attempt to copy Windows

Nice theory, but false: The original X windowing system was released in 1984, as the successor to the W windowing system ported to Unix in 1983. Windows 1.0 was released in 1985. Windows didn't really make it big until version 3, released in 1990 - by which time, X windows had for years been at the X11 stage we use today. Linux itself was only started in 1991. So Linux didn't create a GUI to copy Windows: It simply made use of a GUI that existed long before Windows.

Windows 3 gave way to Windows 95 - making a huge level of changes to the UI that Microsoft has never equalled since. It had many new & innovative features: Drag & drop functionality; taskbars, and so on. All of which have since been copied by Linux, of course.

Actually. . . no. All the above existed prior to Microsoft making use of them. NeXTSTeP in particular was a hugely advanced (for the time) GUI, and it predated Win95 significantly - version 1 released in 1989, and the final version in 1995.

Okay, okay, so Microsoft didn't think up the individual features that we think of as the Windows Look-and-Feel. But it still created a Look-and-Feel, and Linux has been trying to imitate that ever since.

To debunk this, one must discuss the concept of convergent evolution. This is where two completely different and independent systems evolve over time to become very similar. It happens all the time in biology. For example, sharks and dolphins. Both are (typically) fish-eating marine organisms of about the same size. Both have dorsal fins, pectoral fins, tail fins, and similar, streamlined shapes.

However, sharks evolved from fish, while dolphins evolved from a land-based quadrupedal mammal of some sort. The reason they have very similar overall appearances is that they both evolved to be as efficient as possible at living within a marine environment. At no stage did pre-dolphins (the relative newcomers) look at sharks and think "Wow, look at those fins. They work really well. I'll try and evolve some myself!"

Similarly, it's perfectly true to look at early Linux desktops and see FVWM and TWM and a lot of other simplistic GUIs. And then look at modern Linux desktops, and see Gnome & KDE with their taskbars and menus and eye-candy. And yes, it's true to say that they're a lot more like Windows than they used to be.

But then, so is Windows: Windows 3.0 had no taskbar that I remember. And the Start menu? What Start menu?

Linux didn't have a desktop anything like modern Windows. Microsoft didn't either. Now they both do. What does this tell us?

It tells us that developers in both camps looked for ways of improving the GUI, and because there are only a limited number of solutions to a problem, they often used very similar methods. Similarity does not in any way prove or imply imitation. Remembering that will help you avoid straying into problem #6 territory.

[edit] ปัญหาที่ 7: FOSS

แม้แค่เรื่องโปรแกรมที่ใช้ก็เป็นปัญหาครับ ผู้ใช้บางคน ไม่เข้าใจว่า FOSS ต่างกับโปรแกรมเสียเงินทั่วไปอย่างไร หรือปรับตัวได้ยากครับ

รู้สึกว่าทางด้านบน ผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วครับ: ผู้ใช้คิดว่าตัวเองสามารถขอให้ช่วยได้เสมอ แต่มันมีมากกว่านี้อีกนะครับ

ผมคิดว่า ภารกิจของ Microsoft คือ "คอมพิวเตอร์บนทุกโต๊ะทำงาน" และมีข้อความต่อท่านที่ไม่ได้พูดคือทุกเครื่องต้องใช้ Windows ครับ ในขณะที่ Microsoft และ Apple ขายระบบปฎิบัติการและพยายามให้ระบบของพวกเขาถูกใช้งานมากที่สุด แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าทั้งสองเป็นบริษัท ที่ตั้งขึ้นเพื่อหาเงิน

แต่นอกจากนั้นยังมีซอฟท์แวร์เสรี ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ก็แทบไม่มีการค้ามาเกี่ยวข้องครับ

อ๊ะๆ ก่อนจะมาเล่าเรื่อง Red Hat, Suse หรือ Linspire และอื่นๆนะครับ ฟังผมก่อนครับ คือผมทราบอยู่แล้วว่าพวกเขาขาย Linux และอยากให้ Linux ถูกใช้งานแพร่หลายโดยเฉพาะดิสโตรของพวกเขา แต่อย่าจำสลับครับ พวกนั้นเป็นเพียงผู้ผลิต ไม่ใช่ผู้ส่งทรัพยากร เพราะ Linux kernel ไม่ได้ถูกสร้างโดยบริษัทใดๆ และไม่ได้ถูกดูแลโดยบริษัทที่หารายได้จากมันครับ เช่นเดียวกับระบบหน้าต่าง X11 โดยเฉพาะ xorg ซึ่ง ".org" ตรงท้ายน่าจะบอกนะครับว่ามันเป็นยังไง และก็รวมถึงโปรแกรมใน Desktop ด้วยครับ(อาจจะยกเว้น KDE หน่อยครับเพราะมันใช้ Qt ซึ่งเป็นกึ่งการค้าครับ)

Increasing the number of end-users of proprietary software leads to a direct financial benefit to the company that makes it. This is simply not the case for FOSS: There is no direct benefit to any FOSS developer in increasing the userbase. Indirect benefits, yes: Personal pride; an increased potential for finding bugs; more likelihood of attracting new developers; possibly a chance of a good job offer; and so on.

But Linus Torvalds doesn't make money from increased Linux usage. Richard Stallman doesn't get money from increased GNU usage. All those servers running OpenBSD and OpenSSH don't put a penny into the OpenBSD project's pockets. And so we come to the biggest problem of all when it comes to new users and Linux:

They find out they're not wanted.

New users come to Linux after spending their lives using an OS where the end-user's needs are paramount, and "user friendly" and "customer focus" are considered veritable Holy Grails. And they suddenly find themselves using an OS that still relies on 'man' files, the command-line, hand-edited configuration files, and Google. And when they complain, they don't get coddled or promised better things: They get bluntly shown the door.

That's an exaggeration, of course. But it is how a lot of potential Linux converts perceived things when they tried and failed to make the switch.

In an odd way, FOSS is actually a very selfish development method: People only work on what they want to work on, when they want to work on it. Most people don't see any need to make Linux more attractive to inexperienced end-users: It already does what they want it to do, why should they care if it doesn't work for other people?

FOSS has many parallels with the Internet itself: You don't pay the writer of a webpage/the software to download and read/install it. Ubiquitous broadband/User-friendly interfaces are of no great interest to somebody who already has broadband/knows how to use the software. Bloggers/developers don't need to have lots of readers/users to justify blogging/coding. There are lots of people making lots of money off it, but it's not by the old-fashioned "I own this and you have to pay me if you want some of it" method that most businesses are so enamoured of; it's by providing services like tech-support/e-commerce.

Linux is not interested in market share. Linux does not have customers. Linux does not have shareholders, or a responsibility to the bottom line. Linux was not created to make money. Linux does not have the goal of being the most popular and widespread OS on the planet.

All the Linux community wants is to create a really good, fully-featured, free operating system. If that results in Linux becoming a hugely popular OS, then that's great. If that results in Linux having the most intuitive, user-friendly interface ever created, then that's great. If that results in Linux becoming the basis of a multi-billion dollar industry, then that's great.

It's great, but it's not the point. The point is to make Linux the best OS that the community is capable of making. Not for other people: For itself. The oh-so-common threats of "Linux will never take over the desktop unless it does such-and-such" are simply irrelevant: The Linux community isn't trying to take over the desktop. They really don't care if it gets good enough to make it onto your desktop, so long as it stays good enough to remain on theirs. The highly-vocal MS-haters, pro-Linux zealots, and money-making FOSS purveyors might be loud, but they're still minorities.

That's what the Linux community wants: an OS that can be installed by whoever really wants it. So if you're considering switching to Linux, first ask yourself what you really want.

If you want an OS that doesn't chauffeur you around, but hands you the keys, puts you in the driver's seat, and expects you to know what to do: Get Linux. You'll have to devote some time to learning how to use it, but once you've done so, you'll have an OS that you can make sit up and dance.

If you really just want Windows without the malware and security issues: Read up on good security practices; install a good firewall, malware-detector, and anti-virus; replace IE with a more secure browser; and keep yourself up-to-date with security updates. There are people out there (myself included) who've used Windows since 3.1 days right through to XP without ever being infected with a virus or malware: you can do it too. Don't get Linux: It will fail miserably at being what you want it to be.

If you really want the security and performance of a Unix-based OS but with a customer-focussed attitude and an world-renowned interface: Buy an Apple Mac. OS X is great. But don't get Linux: It will not do what you want it to do.

It's not just about "Why should I want Linux?". It's also about "Why should Linux want me?"

Personal tools